RSS Feed

December, 2011

  1. น้ำกระด้าง หนึ่งในสาเหตุปัญหาผิวที่อยู่ใกล้ตัว

    December 31, 2011 by bestnsb

    ผิวสวย

    คุณเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาผิวเพราะน้ำหรือเปล่า ? ..หลาย ๆ คนมีปัญหาเกี่ยวกับผิวที่รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้งแดง เป็นผื่น ลอก และคัน แม้จะเปลี่ยนผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิวมาหลายยี่ห้อ หรือลองใช้ยารักษาดูแล้ว แต่สุดท้ายปัญหาเดิม ๆ ก็ยังคงกลับมา บางทีผิวของคุณอาจไม่ได้มีปัญหาเพราะตัวของมันเอง หรือเพราะแพ้สารประกอบใด ๆ ในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิวหนังก็เป็นได้ แต่ตัวการที่อยู่เบื้องหลังอาการเหล่านี้กลายเป็นสิ่งใกล้ตัวอย่างคาดไม่ถึง นั่นก็คือ ”น้ำ” เพราะแม้จะมีผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาผิวสวยที่ดีเพียงใด แต่หากน้ำที่คุณใช้อยู่ทุกวันไม่เป็นมิตรกับผิวพรรณ ก็ทำให้เกิดปัญหาผิวขึ้นมาได้ และน้ำที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาผิวนี้ ก็คือ ”น้ำกระด้าง” นั่นเอง

    “น้ำกระด้าง” คือน้ำที่มีการเจือปนของแร่ธาตุสูง และมีค่า pH เป็นด่าง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือน้ำกระด้างชั่วคราว และน้ำกระด้างถาวร โดยน้ำกระด้างชั่วคราวจะมีสาร แคลเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต และ แมกนีเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต ผสมอยู่ ส่วนน้ำกระด้างถาวรจะมีเกลือคลอไรด์ และเกลือซัลเฟต ของแคลเซียมและแมกนีเซียม (แคลเซียมคลอไรด์ แคลเซียมซัลเฟต แมกนีเซียมคลอไรด์ และ แมกนีเซียมซัลเฟต) ปะปนอยู่ในน้ำ โดยน้ำที่สูบขึ้นมาใช้จากใต้ดินหรือน้ำบาดาล ก็นับว่าเป็นน้ำกระด้างเช่นเดียวกัน และในบางครั้ง น้ำประปาในบางพื้นที่ก็มีค่าความเป็นด่างหรือค่าความกระด้างอยู่สูงได้ด้วย

    ปัญหาผิวที่เกิดจากน้ำกระด้างนี้ เหตุเพราะแร่ธาตุในน้ำทำปฏิกิริยากับผลิตภัณฑ์สำหรับผิว หรือสบู่ที่เราใช้ ทำให้ไม่เกิดฟองหรือมีฟองน้อย และเกิดสิ่งที่เรียกว่า ”ไคลสบู่” ขึ้น ซึ่งตัวไคลสบู่นี้เองที่กลายเป็นคราบเกาะอยู่ที่ผิว ทำให้รู้สึกสาก ไม่สบายตัว และสามารถเข้าอุดตันรูขุมขน ก่อให้เกิดปัญหาผิวหนังตามมาได้ ทั้งสิว ผิวเกิดอาการแพ้ แดง คัน จนกระทั่งผิวแห้ง และลอก รวมทั้งยังกระตุ้นให้คนที่มีอาการผิวหนังแดงผิดปกติด้วยภาวะ ”โรซาเซีย” (Rosacea) ยิ่งมีผิวแดงและแพ้ง่ายมากขึ้น

    นอกจากนี้น้ำกระด้างยังมีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจนกับโรคผิวหนังอักเสบ (eczema) ซึ่งปรากฏเป็นอาหารผื่นแดง มีตุ่มน้ำ และอาจพบว่ามีน้ำเหลืองเยิ้มร่วมด้วย โดยอาการผิวหนังอักเสบนี้เกิดจากแร่ธาตุในน้ำทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้นไป ทั้งสารประกอบแคลเซียม และแมกนีเซียม ยังทำปฏิกิริยากับน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว ทำให้น้ำมันหล่อเลี้ยงผิวมีความหนาแน่นมากขึ้น และเปลี่ยนรูปจากของเหลวไปเป็นสถานะที่แข็งและหนืดขึ้น กลายเป็นแว็กซ์หรือขี้ผึ้ง ซึ่งจะเข้าอุดตันรูขุมขน อันทำให้เกิดสิวหรือตุ่มแดงตามมา และแม้จะใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ระบุว่า ”ไม่อุดตันรูขุมขน” ก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาจากน้ำกระด้างที่เกิดกับผิวได้ ถึงจะล้างหน้าและซับหน้าจนแห้งสะอาดแล้ว แร่ธาตุที่ละลายอยู่ในน้ำก็ยังคงเกาะติดอยู่กับผิวหน้า และยังคงทำปฏิกิริยากับน้ำมันตามธรรมชาติบนผิวหน้า ทำให้เกิดการอุดตันรูขุมขนได้เช่นเดิม นอกเหนือจากปัญหาที่ทำให้ผิวเกิดสิวหรืออาการอักเสบระคายเคืองแล้ว แร่ธาตุที่เจือปนในน้ำดังกล่าว ยังเป็นตัวต้นเหตุอย่างหนึ่งในการทำลายคอลลาเจนในผิวหนัง ทำให้ผิวเกิดรอยเหี่ยวย่นตามมาอีกด้วย

    ส่วนการหลีกเลี่ยงปัญหาผิวพรรณที่เกิดจากน้ำกระด้าง ทำได้โดยการปรับสภาพน้ำให้เป็นกลาง โดยน้ำกระด้างชั่วคราวนั้นสามารถปรับสภาพได้โดยการต้ม ซึ่งนอกจากจะทำให้แคลเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต และ แมกนีเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต แยกตัวออกจากน้ำ ตกตะกอนกลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าตะกรันแล้ว ยังเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่มีอยู่ในน้ำด้วย แต่วิธีการนี้เหมาะกับการบำบัดน้ำในปริมาณน้อย หรือเพื่อใช้ในการบริโภคเท่านั้น แต่หากเป็นน้ำปริมาณมากที่ใช้เพื่อการอุปโภคอย่างการ อาบน้ำ ล้างหน้า สระผมแล้ว การใช้เครื่องกรองน้ำที่มีไส้กรองเรซิ่น และการเติมสารซีโอไลต์ ซึ่งสามารถปรับสภาพน้ำกระด้างถาวรได้ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

    เพื่อไม่ให้ผิวสวย ๆ ของสาว ๆ ไม่ว่าจะเป็นผิวกายหรือผิวหน้า ต้องเผชิญกับปัญหากวนใจจากนํ้ากระด้าง ใส่ใจเรื่องคุณภาพน้ำ และลงทุนสักนิดเพื่อผิวสวยในระยะยาวของเรากันดีกว่าค่ะ


  2. เผยโฉมมอเตอร์ไซค์รุ่นเดอะของโลก อายุกว่า 105 ปี

    December 29, 2011 by bestnsb

    ขอขอบคุณภาพประกอบจาก cyrilhuzeblog.com

    เก่าแต่เก๋า! เผยโฉมรถมอเตอร์ไซค์รุ่นเดอะของโลก ที่มีอายุมากกว่า 105 ปี

    สำนักข่าวเดอะ ซัน รายงานเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ว่า มีการเปิดเผยโฉมของรถมอเตอร์ไซค์รุ่นคุณทวดอายุกว่า 105 ปี ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 50,000 ปอนด์ หากนำไปประมูล

    สำหรับมอเตอร์ไซค์คันนี้ สร้างโดยบริษัท อินเดียน คาเมลแบ๊ค (Indian Camelback) ในปี 1906 ที่เคยเป็นหนึ่งในบริษัทแรก ๆ ที่ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ 2 ล้อขึ้นมา และบริษัทแห่งนี้ยังเคยเป็นคู่แข่งที่สำคัญของรถแบรนด์ดังอย่าง “ฮาร์เลย์ เดวิดสัน” (Harley-Davidson) อีกด้วย แต่ท้ายที่สุดแล้วบริษัท อินเดียน คาเมลแบ๊ค ก็ต้องล้มละลายไปในปี 1953 โดยที่พาหนะ 2 ล้อรุ่นโบราณคันนี้เคยเป็นของครอบครัว ดู ปอง ซึ่งได้ซื้อบริษัทผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์อินเดียนมาไว้ในครอบครอง และครั้งสุดท้ายที่มันได้ออกวิ่งสู่ท้องถนนนั้นต้องย้อนกลับไปในปี 1970 เลยทีเดียว

    ในส่วนของรถคันนี้ ประกอบด้วยกระบอกสูบหัวเดียว มาพร้อมกับความแรง 2.25 แรงม้า โดยทำความเร็วได้ถึง 30 ไมล์ต่อชั่วโมง และที่สำคัญมันไม่มีเบรค! ซึ่งจะต้องใช้วิธีเบรคโดยการถอยคันเหยียบให้หมุนกลับหลังเหมือนเบรครถจักรยาน หรืออาจจะต้องใช้เท้าเหยียบไถลไปกับพื้นดิน เพื่อช่วยหยุดรถอีกแรงหนึ่ง

    ทั้งนี้เจ้ามอเตอร์ไซค์วัยดึกคันนี้นั้นเป็นที่ต้องการของเหล่านักสะสมรถทั้งหลาย ซึ่งทางบริษัทได้ผลิตรถรุ่นนี้ขึ้นมาเพียง 1,698 คันเท่านั้น และรถคันนี้ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คันที่ยังหลงเหลืออยู่ โดยมีนักสะสมรถรุ่นเก่าทั้งหลายต่างหมายปองที่จะได้มันมาไว้ในครอบครอง เพราะมันยังอยู่ในสภาพคงเดิม แบบโบราณ ที่ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมหรือตกแต่งใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งทางผู้เชียวชาญเกี่ยวกับรถมอเตอร์ไซค์ เชื่อว่าหากนำมันไปซ่อมและปรับแต่งเสียใหม่ จะทำให้มูลค่าของมันลดลง แต่หากนำไปประมูลในขณะที่คงสภาพเดิมไว้อยู่นั้น อาจจะทำให้มันมีราคาสูงถึง 50,000 ปอนด์ (หรือประมาณ 2.5 ล้านบาท) เลยทีเดียว


  3. จัดฟันด้านใน…เคล็ดลับของคนยิ้มสวย

    December 28, 2011 by bestnsb

    “จัดฟันก็ยิ้มสวยได้ เมื่อมีเทคโนโลยีจัดฟันด้านในให้คุณยิ้มอย่างมั่นใจ”

    เวลาที่เราคุยกับคนทั่ว ๆ ไป ริมฝีปากจะมีการเคลื่อนไหวมากที่สุดบนใบหน้า ฟันจึงเป็นจุดเด่นของใบหน้า แต่คนที่มีฟันเก ฟันยื่น คงไม่กล้าฉีกยิ้มอวดเสน่ห์เหมือนคนฟันเรียงสวยเพราะขาดความมั่นใจ ซึ่งทำให้เสียบุคลิกภาพ ครั้นจะจัดฟันให้คนเห็นลวดจัดฟันสีเงินวิบวับ คงเก้อเขินเพราะไม่ใช่เด็ก แต่เทคโนโลยีที่ก้าวไกลในปัจจุบันสามารถช่วยให้คนที่ไม่อยากโชว์เครื่องมือจัดฟัน สามารถซ่อนเครื่องมือจัดฟันไว้ด้านในของฟันได้อย่างแนบเนียน เราจึงจับเข่าสอบถามกูรูผู้มีความชำนาญในการจัดฟัน ทพ.ดร.อมรพงษ์ วชิรมน ศัลยแพทย์ช่องปาก ขากรรไกร ใบหน้าและทันตแพทย์จัดฟัน จากเวอร์เทค คลินิกทันตกรรม ผิวพรรณศัลยกรรมความงาม ซึ่งคุณหมออมรพงษ์อธิบายว่า

    “รอยยิ้มมีส่วนสำคัญสำหรับบุคลิกภาพ การที่เราจะอวดยิ้มอย่างมั่นใจก็ต้องมีพันที่เรียงสวย ซึ่งมีผลกับบุคลิกภาพที่ดี ครั้นจะให้ติดเหล็กจัดฟันด้านหน้ายิ้มเหมือนเด็กๆ อวดเหล็กสีเงิน วิบวับอยู่ตลอดเวลา บางคนอาจเก้อเขิน จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการจัดฟันต่างๆ เช่น พลาสติกใสและการจัดฟันด้านใน แต่การใช้พลาสติกใสจัดฟันอาจจะไม่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการเคลื่อนของฟันได้ดีเหมือนเครื่องมือติดแน่น ซึ่งเครื่องมือติดแน่นด้านนอกอาจดูไม่สวยเวลายิ้ม จึงมีการคิดค้นเทคโนโลยีจัดฟันด้านใน เวลายิ้มจะมองไม่เห็น ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวที่กำลังเป็นที่นิยมกันคือ การจัดฟันด้านในแบบ Smart inside”

    Smart inside

    เป็นเครื่องมือจัดฟันด้านในที่ใช้เทคโนโลยีของลวดเส้นตรงเข้ามาประกอบโดยไม่ต้องรัดยาง ซึ่งสามารถจัดฟันด้านในให้กับเด็กและผู้ใหญ่ได้ นอกจากนี้การใช้ลวดเส้นตรงในการจัดฟันจะทำให้การเคลื่อนฟันมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการดัดลวดลงฟันจะสามารถเข้าที่ได้เร็วขึ้น

    ข้อดีของการจัดฟันด้านใน

    เวลายิ้มจะมองไม่เห็นเพราะอยู่ด้านหลังของฟัน จากงานวิจัยในประเทศเยอรมนี ชี้ให้เห็นว่า เครื่องมือจัดฟันด้านใน มีโอกาสที่ฟันจะผุเมื่อเทียบกับการจัดฟันด้านหน้าน้อยกว่า 10 เท่า แม้ว่าจะทำความสะอาดยากกว่าการจัดฟันด้านนอก ก็ตาม หรือถ้าฟันผุ มีรอยด่างบนฟัน หรือมีการทำลายผิวฟัน ก็จะมองไม่ค่อยเห็นเพราะอยู่ด้านใน ถ้าอยู่ด้านนอกจะเห็นรอยต่างเวลายิ้ม

    เวลาเล่นกีฬาที่ต้องมีการปะทะ เช่น บาสเก็ตบอล ฟุตบอล การจัดฟันด้านในจะช่วยลดอันตรายจากกีฬาที่ใช้แรงปะทะ เพราะเวลาขนหรือกระแทกจะมีโอกาสบาดเจ็บต่อริมฝีปากค่อนข้างยากกว่าการจัดฟันด้านนอก

    จากรายงานการวิจัยของประเทศญี่ปุ่นพบว่า เครื่องมือจัดฟันด้านในมีประสิทธิภาพในการจัดฟันไม่ต่างไปจากเครื่องมือจัดฟันด้านนอก ที่สำคัญคือ เครื่องมือจัดฟันด้านในมีประสิทธิภาพในการดึงฟันได้สูงกว่าการจัดฟันด้านนอก

    ข้อเสียของการจัดฟันด้านใน

    การจัดฟันด้านในอาจทำให้รำคาญลิ้นมากกว่าเครื่องมือจัดฟันด้านนอก ส่วนเครื่องมือจัดฟันด้านนอกจะทำให้รำคาญริมฝีปากมากกว่าด้านใน

    ขั้นตอนการจัดฟันด้านใน

            วินิจฉัย ทันตแพทย์จัดฟันจะตรวจและวินิจฉัยโครงสร้างใบหน้าตำแหน่งของฟันต่างๆ ถ่ายรูป เอ็กซเรย์ และตรวจช่องปาก หลังจากนั้น จะนำภาพเอ๊กซเรย์ไปวิเคราะห์ในเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างละเอียด แล้วนำมาวิเคราะห์และวางแผนการรักษา ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน ทั้งนี้เครื่องมือจัดฟันด้านในมีหลายชนิด โดยทันตแพทย์จัดฟันจะคุยกับคนไข้ว่าทำแบบไหนดี แบบไหนที่เหมาะกับคนไข้

            พิมพ์ปาก เมื่อพิมพ์ปากคนไข้เสร็จก็จะส่งไปให้ห้องแลปปฏิบัติการทางทันตกรรม เพื่อที่จะทำเครื่องมือเฉพาะบุคคลที่จัดฟันด้านใน บางเทคโนโลยีสามารถใช้ Robotic System ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ร่วมกับ CAD/CAM (Computer aids design manufacturing) technology โดยการขึ้นรูปสามมิติเพื่อที่จะสร้างเครื่องมือจัดฟันด้านในเฉพาะบุคคล

            ติดเครื่องมือจัดฟัน หลังจากได้เครื่องมือจากห้องปฏิบัติการ ทันตแพทย์จะนัดคนไข้มาทำความสะอาดฟัน เคลียร์ช่องปากแล้วติดเครื่องมือจัดฟันด้านใน จากนั้นใส่ลวดให้คนไข้ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำให้ฟันเคลื่อนตัว

            รีเทนเนอร์ เมื่อกระบวนการจัดฟันด้านในเสร็จเรียบร้อยแล้ว คนไข้ต้องใส่เครื่องมือคงสภาพฟันหรือรีเทนเนอร์ หลังจากนั้นจะถ่ายรูปเอ๊กซเรย์ เช็คตำแหน่งฟันให้เรียบร้อย สิ่งสำคัญหลังการจัดฟัน คือ ควรใส่รีเทนเนอร์ให้นานระดับหนึ่ง

    จัดฟันด้านใน+การผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใบหน้า

    เครื่องมือจัดฟันด้านในสามารถนำมาใช้ร่วมกับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใบหน้าของคนไข้ได้ ทั้งนี้คนไข้ที่ผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใบหน้าส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องฟังก์ชั่น เรื่องการบดเคี้ยวและเรื่องความสวยงามที่ผิดปกติ คนไข้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ จึงไม่อยากติดเครื่องมือจัดฟันเพราะรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกและมองดูไม่สวยงาม ดังนั้นการจัดฟันด้านในจึงสามารถที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเหมือนการผ่าตัดทั่ว ๆ ไป โดยไม่มีใครรู้ว่าคนไข้คนนี้มีการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัด

    คุณหมออมรพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “คนไข้ที่อยากจัดฟันด้านใน ควรได้รับคำปรึกษาจากทันตแพทย์จัดฟันหรือทันตแพทย์ที่มีความชำนาญในการจัดฟันด้านใน เพราะจะเป็นผลดีต่อคนไข้เอง”


  4. จิ้มจุ่ม ช้อน ส้อม ตะเกียบ ระวังเชื้อโรค

    December 24, 2011 by bestnsb

    เคล็ดลับสุขภาพ

    จิ้มจุ่ม ช้อน ส้อม ตะเกียบ (Modernmom)

    โดย: ผศ.น.สพ.ดร.ศุภชัย เนื้อนวลสุวรรณ
    ภาควิชาสัตวแพทยสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    คราวนี้ เราจะว่าด้วยเรื่องที่ใกล้ตัวอีกเช่นกัน

    หลาย ๆ คน คงจะเคยไปลิ้มรสอาหารในศูนย์อาหาร หรือที่เรียกว่า ฟู้ดเซ็นเตอร์ หรือ ฟู้ดคอร์ท กันมานักต่อนักแล้วนะครับ และคงเห็นหม้อน้ำร้อนที่เจ้าของสถานที่หวังดีจัดบริการให้ไว้ โดยมักจะตั้งไว้ใกล้ ๆ กับที่วางช้อน ส้อม และ ตะเกียบ ให้ได้ใช้ลวก หรือ ถ้าจะให้ถูกน่าจะเรียกว่า ”จิ้มจุ่มด่วน”เนื่องจากคนที่มากินในศูนย์อาหารก็มักจะไม่ต้องการพิธีรีตองมากมายในการกินอาหาร สำหรับท่านที่ไม่เคยเฉียดใกล้พวกห้างสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ก็อย่าค้อนหลายวงนะครับ จริง ๆ แล้ว หม้อน้ำร้อนนี้ไม่เพียงแต่จะพบได้เฉพาะในศูนย์อาหาร ฟู้ดเซ็นเตอร์ หรือ ฟู้ดคอร์ทขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่เท่านั้น ระดับโรงอาหาร ศูนย์อาหาร ในสถานที่ราชการ เอกชน หรือมหาวิทยาลัยทั่วไป ก็สามารถพบวัตถุดังกล่าวนี้ได้หนาตาโดยทั่วไปเช่นเดียวกันครับ

     ใช้หม้อจิ้มจุ่มทำอะไร?

    ฟังคำถามอาจจะดูเหมือนง่าย คำตอบก็ดูเหมือนง่ายเหมือนคำถามนั่นแหละ แต่ปฏิบัติจริงอาจจะยากกว่าคำถามกับคำตอบที่คิดก็เป็นได้

    คำตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ หม้อจิ้มจุ่มใช้ลวกช้อน ส้อม ตะเกียบ เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจจะสะสม หรือติดอยู่กับอาวุธในการเปิบอาหารเข้าปาก

    แต่อันที่จริงแล้ว ทุกคนก็คิดเหมือนกันว่า การจุ่มช้อน ส้อมและตะเกียบ เพียงชั่ววินาที หรือแค่ไม่กี่อึดใจลงในหม้อจิ้มจุ่มที่มีน้ำร้อนตั้งเอาไว้ตั้งแต่ปีมะโว้ เคยเปลี่ยนน้ำบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ จะสามารถทำลายเชื้อโรคได้ทุกชนิดได้อย่างหมดจดหมดคราบ ซอกซอนลึกเข้าถึงเนื้อโลหะ เนื้อไม้ได้หรือไม่

    แหมอะไรจะมหัศจรรย์เหมือนของเล่นวิเศษที่โนบิตะได้จากโดราเอมอนล่ะ

     ประวัติที่มาของหม้อจิ้มจุ่ม

    บังเอิญเป็นอย่างยิ่งทีเดียว ที่หมอได้มีโอกาสเป็นอาจารย์พิเศษไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่องเกี่ยวกับไวรัสที่ติดต่อทางอาหารและน้ำ โดยหนึ่งในไวรัสที่หมอไปบรรยาย คือ ไวรัสตับอักเสบเอ และได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนพูดคุยกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำให้ทราบว่า เคยมีการระบาดของไวรัสโรคตับอักเสบเอในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งนั้นจึงได้มีความพยายามควบคุม หรือสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโรคตับอักเสบเอ ซึ่งเข้าใจว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะมีหลายมาตรการที่ออกมาในระยะนั้น และหนึ่งในมาตรการเหล่านั้น คือ การลวกช้อน ส้อมและตะเกียบในโรงอาหารที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่อจากนั้นมา การปรากฏตัวของหม้อจิ้มจุ่มก็กลายเป็นวัฒนธรรม หรือประเพณีของโรงอาหาร หรือศูนย์อาหารระบาดไปทั่วประเทศ

    หมอเคยเดินทางหรือใช้ชีวิตในต่างแดนมาก็หลายประเทศ ยังไม่เคยเห็นหม้อจิ้มจุ่มแบบบ้านเราเลยครับ แนวคิดเรื่องการลวกช้อน ส้อมหรือตะเกียบนี้ มองดูเผิน ๆ คิดกันง่าย ๆ เหมือนจะเป็นหวังดี แต่ถ้าไม่ปฏิบัติดี ไม่ปฏิบัติชอบแล้วไซร้ ก็จะเป็นการประสงค์ร้ายต่อผู้อื่นแทนได้

     หม้อจิ้มจุ่ม ทำผิดอะไรเหรอ?

    จริง ๆ แล้ว ตัวหม้อจิ้มจุ่มเองไม่ได้มีความผิดคิดคดทรยศ ทั้งผู้มีอุปการคุณที่มาเปิบอาหาร หรือกระทั่งเจ้าของสถานที่ แต่ความผิดอยู่ที่วิธีการใช้ “หม้อจิ้มจุ่ม” มากกว่า

    ถ้าคุณมีโอกาสนั่งเฝ้าเจ้าหม้อจิ้มจุ่มนี่ดูนะครับ ลองดูตั้งแต่เปิดโรงอาหารหรือศูนย์อาหาร จนกระทั่งศูนย์อาหารมาเชิญท่านกลับบ้าน เพราะได้เวลาปิดแล้ว ท่านอาจจะสังเกตได้ชัดเจนว่า ตั้งแต่เปิดบริการในแต่ละวัน หม้อน้ำร้อนนี้ไม่เคยได้มีโอกาสขยับไปไหน นั่งก้นร้อนติดอยู่กับที่ตลอดเวลา คาดว่า นานวันเข้าจะเป็นริดสีดวงทวารเอาได้ง่าย ๆ ครับ เจ้าของสถานที่ (หมายรวมถึง ศูนย์อาหาร โรงอาหารทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่) คงจะนึกเอาเองว่า ตั้งแต่เช้าที่เริ่มเปิดบริการ จนกระทั่งเย็นหรือดึก น้ำที่อยู่ในหม้อจิ้มจุ่มจะสามารถทำงานได้ตลอดรอดฝั่งในการปราบเหล่าร้ายเชื้อโรคที่อาจจะนั่งคอย นอนคอยในช้อน ส้อมหรือตะเกียบ รอว่าเมื่อไหร่จะมีเหยื่อมารับอุปการะเลี้ยงดูเชื้อโรคที่ตกทุกข์ได้ยาก กำพร้าตั้งแต่เกิด

    ถ้าคุณเป็นผู้โชคดี คือ ใช้หม้อจิ้มจุ่มเป็นคนแรก ๆ ตอนที่น้ำและหม้อจิ้มจุ่มยังสะอาดดีอยู่ เชื้อโรคที่อาจจะอยู่ที่ช้อน ส้อมหรือตะเกียบ ก็จะถูกเฉดหัวไปสู่บ้านใหม่ คือ น้ำในหม้อจิ้มจุ่ม พอเจอกับความร้อนสูง ก็จะลาโลกไปหมด

    ถ้าคุณเป็นผู้โชคดีกว่านั้น คือ ใช้หม้อจิ้มจุ่มในช่วงกลาง ๆ หรือ ช่วงท้าย ๆ ของวัน สถานการณ์จะเริ่มแย่ลง เพราะว่าน้ำในหม้อจิ้มจุ่มที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนเลย ปริมาณสิ่งสกปรกมีการสะสมตัวมากยิ่งขึ้น น้ำที่ร้อนก็อาจจะร้อนน้อยลงจนกระทั่งเปลี่ยนจาก “หม้อฆ่าเชื้อ” ไปเป็น “หม้อเพาะเชื้อ” ไปเสียฉิบ ทำให้น้องแบคจากช้อน ส้อมหรือตะเกียบแทนที่จะตายในหม้อจิ้มจุ่ม กลับเพิ่มจำนวนในหม้อจิ้มจุ่ม หรือ หม้อเพาะเชื้อ ซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นสวรรค์บนดินให้เชื้อโรคเพิ่มจำนวนออกลูกออกหลานมากมายยั้วเยี้ยได้ อันเนื่องจากมีอาหารเป็นบรรดาสิ่งสกปรกที่มาจากช้อน ส้อมหรือตะเกียบ สะสมในหม้อเพาะเชื้อ ในที่สุดก็จะสะสมเพิ่มจำนวนเชื้อโรคเป็นเท่าทวีคูณมากยิ่ งๆ ขึ้นไป คุ

    ผู้โชคดีกว่า ที่คิดว่า หม้อจิ้มจุ่มจะเป็นหนทางที่จะทำให้ช้อน ส้อมหรือตะเกียบสะอาดปลอดเชื้อโรค เมื่อใช้หม้อจิ้มจุ่มนี้ กลับไปเพิ่มทั้งความสกปรกและเชื้อโรคให้กับช้อน ส้อมหรือตะเกียบมากกว่าการไม่จุ่มเสียอีก เป็นงั้นไปได้ไงนี่

     แล้วจะทำยังไงดีล่ะ

    คงต้องเป็นบทบาท หรือความอนุเคราะห์จากผู้ประกอบการเจ้าของสถานที่เป็นสำคัญครับในการแก้ไขปัญหา ก็เมื่อรู้แล้วว่าน้ำในหม้อจิ้มจุ่มที่ทิ้งไว้นาน จะเป็นแหล่งหมักหมมสะสมสิ่งสกปรกและเชื้อโรค ก็ควรจะต้องเปลี่ยนน้ำให้บ่อยขึ้น เท่าที่จะทำได้

    เรื่องความร้อนของน้ำ แม้ว่าการเพิ่มความร้อนให้สูงขึ้นอีก โดยหลักการและทฤษฎีจะช่วยลดเวลาในการจุ่มทำลายเชื้อโรคได้ก็ตามที (ผู้มีอุปการคุณก็อยากได้แบบเปิดปุ๊บ…ติดปั๊บอยู่แล้วนี่) แต่เชื้อโรคบางชนิด เช่น แบคทีเรียจะมีพรสวรรค์ หรือ พรแสวง บางอย่างในการรักษาเผ่าพงศ์วงศาคณาญาติไว้ จึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น สถานการณ์ที่ความร้อนสูงขึ้น แม้จะต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุเชื้อโรคก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่า น้องแบคทำได้

     สรุป

    การใช้หม้อจิ้มจุ่มที่ถูกวิธี จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรคที่อาจจะอยู่ในช้อน ส้อมหรือตะเกียบได้ แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนน้ำในหม้อจิ้มจุ่มเลย แทนที่จะทำให้ช้อน ส้อมหรือตะเกียบสะอาดขึ้น กลับจะทำให้สกปรกและอันตรายมากขึ้นเสียอีก ทางออกสุดท้าย ก็อาจจะไม่จุ่มเลยจะดีกว่า…เอวัง


  5. สภาทนายฯ ยื่นฟ้องรัฐบาลบริหารจัดการน้ำผิดพลาด

    December 24, 2011 by bestnsb

    ฟ้องปู 100 คดี แก้น้ำท่วม ดึงโกร่งโผล่ทีวีกลบข่าว (ไทยโพสต์)

    สภาทนายฯ ยื่นฟ้องรัฐบาลบริหารจัดการน้ำผิดพลาดจันทร์นี้ (26 ธันวาคม) ทั้งต่อศาลปกครอง แพ่ง อาญา ราว 100 คดี  “ยิ่งลักษณ์” แก้ตัวทางรายการ “นายกฯ พบประชาชน” ดึง “โกร่ง” เป็นหนังหน้าไฟ ชาติไทยโวยเพื่อไทยจะยึดคืนกระทรวงเกษตรฯ ก็ตามใจ แต่อย่าโทษเป็นต้นเหตุวิกฤติ “ธีระชัย” เหมือนรู้ตัวเด้งแน่ เปรยคุ้มแล้ว ทำงาน 1 เดือนเหมือนนาน 1 ปี สรรพากรจ้องรีดภาษีอี-คอมเมิร์ซโปะรายได้ปีหน้า ขู่ไม่เข้ามอบตัว จับได้เสียเบี้ยปรับย้อนหลัง 5 ปี

    นายณรงค์ เพชรประเสริฐ นักวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า วันที่ 26 ธันวาคมนี้ สภาทนายความจะยื่นคำฟ้องหน่วยงานภาครัฐ ที่บริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมผิดพลาดจนทำให้ประชาชนเดือดร้อน ต่อศาลปกครอง ศาลอาญา และศาลแพ่ง เป็นคำฟ้องประมาณ 100 คดีที่จะฟ้องรัฐบาล ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)   กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ก่อนหน้านี้ นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เป็นตัวแทนภาคประชาชน รวบรวมรายชื่อ 352 คนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำล้มเหลว เป็นการฟ้องหน่วยงานรัฐ 11 หน่วยงาน ที่จัดการน้ำผิดพลาด ส่งผลทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน ให้หน่วยงานทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน

    ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปฏิบัติภารกิจวันที่ 23 ธันวาคมนี้ นำนายสีจิ้นผิง รองประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ไปเยี่ยมชมโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศ ศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งที่ผ่านมา โดยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บรรยายสรุปว่าอนาคตจะเกิดน้ำท่วมอีก เพราะเรากำลังประสบภาวะโลกร้อน แต่รัฐบาลให้ความมั่นใจว่าจะลดผลกระทบให้ลดน้อยที่สุด ซึ่งโอกาสนี้ต้องขอขอบคุณรัฐบาลจีนที่ให้ความช่วยเหลือไทยมาโดยตลอด

    นายนิพัทธ พุกกะณะสุต กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำว่า วันเสาร์ที่ 24  ธ.ค.นี้ ในรายการ ”รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน” ที่จะออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย นายกรัฐมนตรี และทีมงานที่เกี่ยวกับแผนการฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วม อย่างนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.), นายกิจจา ผลภาษี อนุกรรมการวางระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน, นายปิติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ประธานคณะอนุกรรมการด้านการวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น จะออกรายการ เล่าถึงความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขวิกฤติน้ำของ กยน.

    ขณะที่นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่ามาโทษพรรคชาติไทยพัฒนา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมชลประทาน เพราะปัญหาเกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่ได้ เนื่องจากมีคนเสนอแนะมากเกินไป

    “ดูได้จากหน้าจอทีวีที่มาเสนอหน้ากัน รู้จริงบ้าง ไม่รู้จริงบ้าง ซึ่งเวลานี้ก็เป็นเรื่องของการหาแพะรับผิดชอบ หากปรับ ครม.จะยึดกระทรวงเกษตรฯ คืนไม่มีปัญหา ไม่ขัดข้อง เพราะกระทรวงเกษตรฯ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ใครๆ ก็ต้องการเหมือนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แต่ไม่ใช่มาโทษกันว่าเป็นต้นเหตุวิกฤติ ถ้าให้คนที่มีหน้าที่โดยตรงรับผิดชอบ หากเกิดปัญหาก็รับผิดชอบไปเลย ไม่ต้องเดินเป๋อย่างนี้ เพราะยิ่งมากหมอก็มากความ แต่ไม่ใช่ความผิดของพรรคชาติไทยพัฒนา อาจจะมีส่วนบ้างแต่ไม่ใช่มองภาพรวมทั้งหมด” นายชุมพลกล่าว

    นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.การคลัง กล่าวกับข้าราชการกระทรวงการคลัง ในงานเพชรวายุภักษ์สัญจร ครั้งที่ 4 ภาคเหนือ ระหว่างงานเลี้ยงค่ำวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า การทำงานในตำแหน่ง รมว.คลัง ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมอย่างหนักนั้น เปรียบเหมือนการทำงานในตำแหน่ง รมว.คลังมา 1 ปีเต็ม ดังนั้นหากตนจะถูกปรับออกจากตำแหน่งก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะถือว่าทำงานมานาน และทำงานอย่างเต็มที่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่คิดว่าจะได้เข้ามารับตำแหน่งสำคัญนี้มาก่อน

    สำหรับงานสัมมมาเพชรวายุภักษ์สัญจร นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แม้จะต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลต่อไปอีก 1 เดือน และได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จะทำให้การจัดเก็บรายได้ที่ลดลง แต่กระทรวงการคลังยังยืนยันเป้าหมายการเก็บรายได้ของปีงบประมาณ 2555 ที่ 1.98 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณที่ผ่านมา 4 หมื่นล้านบาท โดยยังคาดว่าการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2555 จะเกินเป้าหมายและขึ้นไปอยู่ที่ 2 ล้านล้านบาทได้

    นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.การคลัง กล่าวว่า ในวันอังคารที่ 27 ธ.ค. ตนจะเสนอคณะรัฐมตรีพิจารณานำเงิน 5 พันล้านบาท ในโครงการบ้านหลังแรกที่ ครม.อนุมัติไว้ 2 หมื่นล้านบาท มาปล่อยกู้สำหรับซ่อมแซมบ้านน้ำท่วม โดยจะให้กู้รายละ 1 แสนบาท คิดดอกเบี้ยเท่ากับโครงการบ้านหลังแรกคือ 0% เป็นเวลา 3 ปี

    นายสาธิต รังคศิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า มาตรการลดหย่อนภาษีซ่อมบ้าน ซ่อมรถ จะเสนอเข้า ครม.วันอังคารหน้าเช่นกัน โดยการซ่อมบ้านให้หักลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท ซึ่งการซ่อมบ้านจะครอบคลุมตัวบ้าน รั้ว เฟอร์นิเจอร์ สำหรับการซ่อมรถยนต์ลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 3 หมื่นบาท ผู้ที่ซ่อมรถต้องขอหลักฐานการรับเงินจากช่างซ่อมรถ และต้องมีบัตรประชาชนจากช่างซ่อมรถมาประกอบการขอลดหย่อนภาษีด้วย โดยกรมสรรพากรเสียรายได้จากมาตรการนี้ประมาณ 4,600 ล้านบาท

    นอกจากนี้จะเสนอให้ ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์การหักค่าเสื่อมซื้อเครื่องจักรมาทดแทนเครื่องจักรที่ถูกน้ำท่วม 125% โดยในปีแรกให้หัก 40% ส่วนที่เหลือให้ทยอยหลักเป็นเวลา 5 ปี

    สำหรับภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของสรรพากรไตรมาสแรกของปีงบ 2555 คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม แต่ช่วงการจัดเก็บรายได้ภาพรวมในน่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 1.62 ล้านล้านบาท มากกว่าปีที่แล้ว 7% โดยในปีนี้กรมสรรพสากรคาดว่าจะสูญเสียรายได้จากน้ำท่วม 6-7 หมื่นล้านบาท และสูญเสียรายได้จากมาตรการรัฐประมาณ 6 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีต้องเร่งเก็บภาษีในธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากน้ำท่วม อาทิ ค้าปลีก ขนส่ง

    ทั้งนี้ ในปีหน้า กรมสรรพากรจะเอาจริงกับการจัดเก็บภาษีซื้อขายทางอินเทอร์เน็ต (อี-คอมเมิร์ซ) ให้มากขึ้น โดยขณะนี้เก็บรวบรวมข้อมูลไว้หมดแล้ว หากผู้ประกอบการรีบติดต่อมายังกรมสรรพากรเพื่อเสียภาษีให้ถูกต้องจะถูกเอาผิดย้อนหลังเพียง 2 ปี แต่ถ้ากรมสรรพากรต้องไปเรียกให้มาเสียภาษี ผู้ประกอบการต้องเสียเบี้ยปรับเงินเพิ่มย้อยหลัง 5 ปี และจะไม่ได้รับลดหย่อนเลย

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีความน่าเป็นห่วง แต่ที่รัฐบาลยังมองตัวเลขเป็นบวก ก็อาจจะเห็นว่าในช่วงต้นปีมีการทุ่มงบประมาณโครงการฟื้นฟูต่างๆ ลงไปมาก และมองว่าการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจน่าจะมีอัตราเติบโตดีขึ้น เพราะทุกอย่างชะงักไปในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา

    “รัฐบาลต้องมีความชัดเจนก่อนว่า จัดลำดับความสำคัญของนโยบายการใช้จ่ายเงินอย่างไร ฟื้นฟูอย่างไร ช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร ซึ่งผมก็ย้ำเรื่องนี้มาหลายครั้ง แต่ยังไม่เห็นการทำงานที่เป็นระบบแบบนี้ เห็นแต่เป็นโครงการเฉพาะกิจ เฉพาะกาล ของแต่ละกระทรวง ทบวง ซึ่งนำเสนอขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกัน นโยบายในภาพรวมที่เดินหน้าต่อ ก็จะเป็นนโยบายที่เป็นประชานิยม ซึ่งไม่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด และก็ต้องใช้จ่ายเงินของรัฐบาลจำนวนมาก โครงการจำนำข้าวขณะนี้มีปัญหาเกือบจะเรียกว่าทุกขั้นตอนเลย ส่วนที่บอกว่าจะมาเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนจริงๆ อย่างกรณี 300 บาท ก็เลื่อนไป เงินเดือน 15,000 บาท ขณะนี้ไม่มีใครมองเห็นเลยว่าจะเป็นอย่างที่เคยหาเสียงไว้ว่าจะเป็นเงินเดือนสำหรับคนที่จบปริญญาตรี แต่ขณะเดียวกันมีแต่ข่าวที่บอกว่ารัฐบาลจะยอมให้มีการขึ้นราคาสินค้า และลดภาษีเงินได้นิติบุคคล อันนี้ผมคิดว่าภาระต่าง ๆ มากองอยู่ที่ประชาชน” นายอภิสิทธิ์กล่าว


  6. สุดโหด! ชายบังกลาเทศตัดนิ้วภรรยา เหตุไม่อยากให้เรียนต่อ

    December 20, 2011 by bestnsb

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า องค์กรสิทธิมนุษยชนในบังกลาเทศได้เรียกร้องขอให้ทางการลงโทษชายหนุ่มรายหนึ่งให้สาสม หลังก่อเหตุตัดนิ้วมือภรรยาสาว เพียงเพราะไม่อยากให้เธอต้องไปเรียนต่อ มีอนาคตที่ดีกว่า

    รายงานระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นายราฟิกูล อิสลาม ชายหนุ่มแรงงานอพยพวัย 30 ปี ได้ก่อเหตุสุดสลด จับนางฮาวา อัคเธอร์ จูอี ภรรยาสาววัย 21 ปี มัดมือมัดเท้า ใช้ผ้าปิดตา พร้อมกับใช้เทปปิดปาก แล้วจัดฉากว่ามีอะไรจะเซอร์ไพรส์ภรรยาสาว จากนั้นเขาก็ลงมือตัดนิ้วมือขวาของภรรยาสาวจนขาดอย่างโหดเหี้ยม ทำให้ภรรยาสาวกลายเป็นหญิงพิการนิ้วมือ เนื่องจากเธอถูกหามส่งโรงพยาบาลช้ากว่า 6 ชั่วโมง ซึ่งนานเกินกว่าที่แพทย์จะสามารถต่อนิ้วมือของเธอกลับคืนได้

    จากการสอบสวนได้ความว่า เหตุผลที่นายอิสลามต้องก่อเหตุสุดโหดเหี้ยมนี้ เป็นเพราะว่าภรรยาสาวกำลังจะไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่นายอิสลามไม่ต้องการให้เธอเรียนสูงกว่าเขามากเกินไป เพราะเขาจบแค่ ม.2 จึงลงมือตัดนิ้วมือขวาที่ใช้ขีดเขียนงานและการบ้านต่าง ๆ ของเธอ หวังจะเป็นวิธีที่ทำให้เธอหยุดความพยายามที่จะเรียนต่อได้

    ขณะที่ด้านนางจูอี เหยื่อสามีโหดได้เปิดเผยว่า เธอเสียใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะต้องมาเสียนิ้วมือไปเพราะเรื่องการเรียนของเธอ แต่กระนั้นเธอจะไม่ละเลิกความพยายาม กำลังฝึกเขียนหนังสือด้วยมือข้างซ้ายที่ยังคงมีนิ้วครบและยืนยันที่จะเรียนต่อ

    อย่างไรก็ดี ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีนายอิสลามแล้ว ขณะที่ทางด้านองค์กรมนุษยชนในบังกลาเทศก็ได้ออกโรงเรียกร้องให้มีการลงโทษสามีโหดรายนี้ให้สาสม